counters
hisoparty

มหัศจรรย์ แห่ง ‘อาบู ซิมเบล’

3 hours ago

พิระมิดกิซาแห่งประเทศอียิปต์อาจจะยิ่งใหญ่สำหรับใครหลายคน แต่หากใครได้เห็นวิหาร อาบู ซิมเบล จะยิ่งสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของดินแดนแห่งฟาโรต์

          วิหารอาบู ซิมเบล เป็นผลงานชิ้นสร้างชื่อของฟาโรห์รามเสสที่ 2 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ที่ 19 ของไอยยุปต์ กว่าจะสกัดหน้าผาเข้าไปได้วิจิตรอย่างที่เห็น ใช้เวลาสร้างมาราธอนราว 20 ปี ถึงจะเสร็จ ตัววิหารหันหน้าไปยังทะเลสาบนัสเซอร์ สิริรวมอายุก็ปาเข้าไปกว่า 3,200 ปีแล้ว 
          นอกจากวิหารอาบู ซิมเบล ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพรา-โฮรัคตีแล้ว ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ยังหวังว่าการสร้างเทวสถานแห่งนี้ขึ้น จะเป็นการสร้างแสนยานุภาพให้พวกนูเบียนเห็นถึงฤทธานุภาพของพระองค์ จะได้ไม่เข้ามารุกรานดินแดนไอยคุปต์
          เพราะบริเวณนี้เดิมเรียกว่า นูเบีย อันเป็นที่ตั้งของชนเผ่านูเบียน แต่เนื่องจากอาบู ซิมเบลนั้นอยู่ไกลจากเมืองหลวงอย่างเมืองธีบส์ ทำให้บรรดาฟาโรห์ต่างหวาดระแวงว่าพวกนูเบียนจะเข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้ จึงต้องการสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาเพื่อข่มขวัญพวกนูเบียน
          หลังจากรามเสสที่ 2 ครองราชย์มา 67 ปี ก็สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ 92 พรรษา เมื่อพระองค์จากไปจักรวรรดิโบราณก็เสื่อมลงเป็นลำดับ สถาบันฟาโรห์อ่อนแอ ขุนนางก่อความวุ่นวายแย่งชิงอำนาจ ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของดินแดนไอยคุปต์จึงกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ เมื่อหมดยุคของรามเสสที่ 2 วิหารแห่งนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างและถูกผู้คนหลงลืมไปในที่สุด กระแสน้ำพัดพาเอาโคลนตมและทรายทับถมทีละนิดๆ จนค่อยๆ กลบวิหารไปหลายศตวรรษ

          ทุกคนต่างลืมไปแล้ว ว่าอียิปต์เคยมีวิหารอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี จึงเหลือแต่ส่วนหัวและไหล่ของรูปสลักภายนอกเท่านั้นที่โผล่พ้นกองทรายให้เห็น
          กระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1813 นักสำรวจผ่านมาโดยบังเอิญ ตาเจ้ากรรมเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์กระทบส่องบางส่วนวิหารที่โผล่มา แต่ก็ยังไม่ได้เข้าไปสำรวจภายในวิหารเพราะตอนนั้น ทั้งโคลนและทรายยังปิดทับทางเข้าไว้หมด ผ่านไป 4 ปี นักสำรวจชาวอิตาลีมาสำรวจต่อจนกระทั่งพบทางเข้า จากนั้นก็ค่อยๆ เคลียร์โคลนออกไปจนเกลี้ยงและขุดกองทรายจนเข้าไปสำรวจภายในได้สำเร็จ
          นั่นเป็นเพียงการจุดประกายให้คนทั่วมุมโลกรู้จักอียิปต์มากขึ้น แต่ 21 ปี ถัดมาชาวโลกต่างสนอกสนใจและอยากเห็น อาบู ซิมเบล ด้วยตาเปล่า ก็เพราะฝีมือการวาดรูปของศิลปินชาวอังกฤษอย่าง เดวิด โรเบิร์ต ที่ลงทุนลงแรงเดินทางสำรวจโบราณสถานไปทั่วทั้งอียิปต์ และได้ลงมือวาดรูปโบราณสถานทั่วอียิปต์ไว้ แล้วนำออกตีพิมพ์เผยแพร่ให้ชาวโลกได้เห็นถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ของวิหารแห่งนี้
          นอกจากจะมีวิหารแห่งฟาโรห์รามเสสที่ 2 แล้วยังมีวิหารฮาเธอร์ ที่สร้างถวายแด่เทวีฮาเธอร์และเป็นอนุสรณ์ความรักที่พระองค์มีต่อราชินีเนเฟอร์ทารี
          ว่ากันว่า ตามประวัติศาสตร์ไม่มีฟาโรห์องค์ใดให้เกียรติแก่มเหสีถึงเพียงนี้ พระองค์ทรงยกย่องพระนางเทียบเท่าฟาโรห์เลยทีเดียว สังเกตจากรูปสลักของพระนางมีขนาดเท่ากับองค์ฟาโรห์ ซึ่งถ้าดูจากสถาปัตยกรรมอียิปต์โบราณจะเห็นว่าเหล่าฟาโรห์ล้วนแล้วแต่สลักรูปมเหสีไว้ในขนาดเล็กๆ สูงเท่ากับหัวเข่าฟาโรห์เท่านั้น
          หากทัชมาฮาลคืออนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ชาห์ จาฮาลและพระนางมุมตัส วิหารทั้ง 2 แห่ง อาบู ซิมเบล ก็เป็นเครื่องหมายอันแสดงพลังแห่งความรักอันมั่นคงสำหรับฟาโรห์รามเสสที่ 2 และราชินีเนเฟอร์ทารี
          มิน่า...ถึงได้ยินคนมักเรียกที่นี่ว่า Temple of love ที่แท้ก็เป็นอนุสรณ์สถานพยานรักนิรันดรของคนคู่นี้นี่เอง
          ส่วนรูปสลักเด็กที่อยู่ตรงขาของรามเสสที่ 2 และพระนางเนเฟอร์ทารี เป็นสัญลักษณ์ของโอรสและธิดาของพระองค์นั่นเอง พระองค์มีโอรส 100 องค์ ธิดา 50 องค์ อันเกิดจากมเหสีและเหล่านางสนมทั้งหมด 60 องค์

          ภารกิจของฟาโรห์ในสมัยก่อน นอกจากจะต้องออกรบในสงครามเพื่อปกป้องประเทศ ว่างจากสนามรบเมื่อไหร่ก็ต้องหันมาสร้างเทวสถานเพื่อบูชาเทพเจ้า แถมยังต้องสร้างสุสานของตัวเองเตรียมไว้อีก แต่ดูจากตัวเลขผลผลิตของฟาโรห์รามเสสที่ 2 แปลว่าพระองค์เป็นนักบริหารที่จัดสรรเวลาได้ดีเยี่ยม แบบนี้ก็สมแล้วที่ถูกยกให้เป็น ‘The Great Ramses II’
          ที่วิหารแห่งรามเสสที่ 2 ทุกคนจะได้พบความอลังการของห้องโถงใหญ่ที่เรียกกันว่าไฮโปสไตล์ ฮอลล์ เสาสลัก 8 ต้น เป็นรูปฟาโรห์รามเสสที่ 2 โดยอยู่ในเครื่องทรงแบบเทพโอซิริส อันเป็นเทพแห่งปรโลกคอยปกป้องผู้วายชนม์ ช่วยเติมความเข้มขลังให้ห้องนี้ดูลึกลับน่าค้นหา
          ส่วนผนังวิหารแกะสลักเป็นภาพนูนต่ำลงสี ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 และภาพที่แสดงชัยชนะของพระองค์เมื่อครั้งสู้รบกับพวกฮิตไทต์
          ด้านในสุด ภายในห้องเล็กๆ จะมีรูปสลัก 4 รูปนั่งเรียงกันอยู่ติดกับผนัง โดยเรียงจากซ้ายไปขวาคือ เทพพทาห์ ซึ่งเป็นเทพประจำเมืองเมมฟิสเมืองหลวงแห่งแรกของอียิปต์โบราณ ถัดมาจะเป็น เทพอะมอนรา เทพประจำเมืองธีบส์เมืองหลวงในสมัยของพระองค์เอง ถัดไปองค์ที่สามคือ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในฐานะสมมติเทพ และขวาสุดจะเป็น เทพรา-โฮรัคตี ซึ่งเป็นเทพประจำเมืองเฮลิโอโปลิสที่เคยเป็นเมืองหลวงเช่นกัน
          เมื่อปีค.ศ. 1959 รัฐบาลอียิปต์เกิดคิดจะสร้างเขื่อนอัสวานแห่งใหม่ขึ้นเพื่อเพิ่มระบบชลประทานทางตอนใต้ของประเทศ อียิตป์รู้ดีว่า ตัวเองอยู่ได้เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวเกือบ 100% อยู่แล้ว ครั้นจะปล่อยวิหารและเทวสถานอันเก่าแก่ต้องมาจมน้ำไปต่อหน้าต่อตา ก็เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเองชัดๆ ทุนรอนที่จะใช้กอบกู้โบราณสถานและโบราณวัตถุอันล้ำค่าก็ไม่มี จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือผ่านองค์การยูเนสโก

          ปฏิบัติการเคลื่อนย้ายเทวสถานและโบราณวัตถุกว่า 10 แห่ง ที่อยู่ใกล้กับทะเลสาบนัสเซอร์เริ่มขึ้น ด้วยความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโกและผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เริ่มย้ายวิหารกันจริงๆ ในปีค.ศ. 1964 ช่างฝีมือดีลงมือเจาะวิหารทั้งสองหลังรวมกันถึง 17,000 รู เพื่อใช้แหนบเหล็กยึดก่อนเลื่อยวิหาร จากนั้นก็เลื่อยวิหารออกเป็น 1,035 ชิ้น เลื่อยหินข้างวิหารอีก 1,112 ชิ้น หินแต่ละชิ้นหนักเฉลี่ย 10-30 ตัน มีเบอร์กำกับที่ก้นทุกชิ้น 
          ชิ้นที่ต้องใช้ความประณีตและละเอียดมากที่สุด คือตรงใบหน้าของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ช่างต้องเลื่อยออกมาทั้งใบหน้าและก็ยกไปติดตั้งใหม่ทั้งหน้าอีก เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งเดิม จังหวะที่ยากอีกจุดคือ ช่วงที่ต้องประกอบลงบนภูเขาเทียม ทุกฝ่ายต้องคำนวณจุดตั้งวิหารใหม่ไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เพื่อให้ลำแสงทาบเทวรูปเหมือนเดิม ทุ่มเทกันมา 4 ปีกว่า ทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จสิ้น
          มาถึงตรงนี้ ไม่รู้ใครคิดหรือมอง อาบู ซิมเบล ยังไง สำหรับนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีอาจจะมองว่าเป็นเทวสถานอันล้ำค่าที่ควรดูแลรักษาอย่างดี สำหรับคู่รักอาจจะมองว่าวิหารแห่งนี้เป็นพยานรักนิรันดร ที่เหมาะจะเกี่ยวก้อยกันมายืนมองด้วยกัน
          แต่อีกมุมหนึ่ง นี่คือความพยายามของมนุษย์ ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดทั้งปวง ต้องขอบคุณ 4,000 ชีวิตที่ลงมือลงแรงรักษาสมบัติของโลกชิ้นนี้เอาไว้ได้
          ที่แน่ๆ ตำนานและประวัติศาสตร์ของอียิปต์หน้านี้ช่างมหัศจรรย์โดยแท้ ตอนสร้างก็มหัศจรรย์แล้ว แต่ตอนย้ายหนีน้ำท่วมนี่สิ มหัศจรรย์กว่าหลายเท่า

Author By : คุณกาญจนา หงษ์ทอง

SHARE