

สำหรับใครหลายคน คุณอ้าย – สรัลชนา บุญมีโชติ อาจเป็นนักแสดงสาวที่คุ้นหน้าคุ้นตาผ่านผลงานบนหน้าจอมาอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังภาพเหล่านั้น เธอคือหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเอง มีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน และกำลังเรียนรู้ที่จะเติบโตในแบบของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
การพูดคุยครั้งนี้เปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักตัวตนของ ‘สรัลชนา บุญมีโชติ’ ในอีกหลายแง่มุม ทั้งเรื่องราวของผู้หญิง Introvert ที่เคยไม่กล้าพูดกับใคร ชีวิตหลังแต่งงานที่ยังคงเรียบง่ายไม่ต่างจากเดิม มุมมองต่อสุขภาพและการสร้างครอบครัว ไปจนถึงความสุขในวันที่ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องพิเศษเกิดขึ้น เพียงได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก และได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน
ช่วงเวลานี้ของชีวิต
“หลายคนถามตลอดเลยค่ะว่าช่วงนี้หายไปไหน ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตา จริงๆ กำลังถ่ายซีรีส์อยู่ค่ะ ตอนนี้ถ่ายเสร็จแล้ว กำลังรอออนแอร์อยู่ น่าจะได้ดูกันภายในปีนี้ เรื่อง Scarlet Heart Thailand
“อีกพาร์ตหนึ่งของชีวิตตอนนี้คืออยากเตรียมตัวมีเบบี๋ค่ะ ก็เลยดูแลตัวเองเป็นพิเศษนิดหนึ่ง”
เติบโตมาพร้อมการเรียนรู้เรื่องการแบ่งเวลา
“อ้ายเริ่มทำงานตอนอายุประมาณ 12-13 ปี ตอนนั้นยังเป็นนักเรียนอยู่เลยค่ะ ก็เลยเหมือนถูกฝึกให้แบ่งเวลามาตั้งแต่เด็ก อันนี้เวลาเรียน อันนี้เวลางาน อันนี้เวลาส่วนตัว
“ก่อนหน้านั้นอ้ายเป็นเด็กเรียนพอสมควร ถ้าเกรดตกนิดหนึ่ง คุณแม่ก็จะเริ่มบอกแล้วว่าต้องตั้งใจเรียนนะ คุณพ่อคุณแม่บอกว่าถ้าอยากทำงานในวงการบันเทิง อยากเล่นละคร อยากเล่นซีรีส์ ทำได้ แต่ต้องเรียนให้ดี ห้ามตก ถ้าเรียนแย่ลงก็กลับมาเรียนอย่างเดียวดีกว่า อ้ายก็เลยพยายามบาลานซ์ทั้งสองอย่างมาตลอดค่ะ พอเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว กลายเป็นว่ารู้สึกเวลามีเยอะขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราเคยชินกับการทำหลายอย่างพร้อมกันมาตลอด เลยรู้สึกว่าเรื่องการแบ่งเวลาสำหรับอ้ายเป็นสิ่งที่ทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว”

จากเด็ก Introvert สู่การเข้าใจตัวเองมากขึ้น
“ถ้าถามว่าอ้ายในวันนี้โตขึ้นจากเมื่อก่อนยังไงบ้าง ถ้าเป็น Physical อ้ายรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปมาก ทุกอย่างยังดูคล้ายเดิม แต่ในด้าน Mental อารมณ์ ความคิด วิธีการใช้ชีวิต หรือจุดโฟกัสของเราแต่ละอย่าง มันเหมือนทำให้เราได้เรียนรู้และใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
“ตอนแรกๆ อาจจะเพราะเข้าวงการตั้งแต่เด็ก แล้วอ้ายเป็นเด็กที่ค่อนข้างเงียบ เป็น Introvert มากๆ แล้วก็ไม่ค่อยพูดอะไร ตอนนั้นรู้สึกกดดันด้วย คิดเยอะด้วย ไม่รู้ว่าถ้าพูดอะไรออกไปแล้วคนอื่นจะคิดยังไง ถ้าเราพูดอะไรไม่ถูกใจเขา มันจะโอเคไหม ไม่อยากสร้าง Impression ที่ไม่ดีให้คนอื่น บวกกับเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว เวลาถ่ายซีรีส์ ในห้องพักนักแสดง เก้าอี้อ้ายจะอยู่มุมหนึ่ง แล้วก็นั่งหันหน้าเข้ากำแพง อยู่ในโลกของตัวเอง จริงๆ ไม่ได้ไม่มีความสุขนะคะ อ้ายมีความสุขกับการอยู่คนเดียว แต่พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าบางทีบรรยากาศมันอาจจะไม่ค่อยชิล แทนที่เราจะคุยกับเพื่อน เล่นกับคนอื่น คนอื่นก็ไม่กล้าคุยกับเรา เพราะไม่รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่
“ช่วงหนึ่งอ้ายก็เคยนั่งคิดนะว่า หรือจริงๆ แล้วเราควรจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็น Extrovert ไปเลยไหม เข้าไปคุยก่อน คุยไว้ก่อน หรือเปล่า แต่คิดไปคิดมา อ้ายรู้สึกว่าถ้าเราทำอะไรที่ข้างในมันไม่ได้มาจากเรา เราก็คงทำได้แค่ช่วงสั้นๆ เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา มันฝืน สุดท้ายอ้ายรู้สึกว่าการแสดงมันอยู่ที่ผลงาน ถ้าคนชอบละครเรื่องนั้น ชอบตัวละครของอ้าย เขาก็เสพตัวละครเรื่องนั้นไปเรื่อยๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องเสพตัวอ้ายจริงๆ ก็ได้ แต่ถ้าใครอยากติดตามตัวอ้าย อยากรู้จักไลฟ์สไตล์หรือความเป็นตัวอ้าย อ้ายก็อยากให้เขาชอบเราในแบบที่เราเป็นจริงๆ มากกว่า หลังๆ ก็มีหลายคนทักว่าอ้ายพูดเยอะขึ้น ดูเฟรนด์ลี่ขึ้นนะ ซึ่งดีใจมาก รู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็พยายามเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นของตัวเองได้”
ใครมีความสุขกว่าคนนั้นชนะ
“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อ้ายสนิทกับพี่คริส พีรวัส (คุณพีรวัส แสงโพธิรัตน์) เพราะทำงานด้วยกันหลายเรื่องติดกัน แล้วพี่คริสเคยพูดกับอ้ายประโยคหนึ่งว่า ‘ใครมีความสุขกว่าคนนั้นชนะ’ ตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นประโยคที่เท่มาก ฟังแล้วรู้สึกว่าถูกต้อง แต่ว่ายังไม่เข้าใจหรอกว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร หลังจากนั้นประโยคนี้มันติดอยู่ในหัวมาตลอด จากที่เมื่อก่อนอ้ายเป็นคนคิดเยอะ คิดหลายเรื่อง ก็เริ่มถามตัวเองว่าถ้าเราคิดเรื่องนี้แล้วไม่มีความสุข เราจะคิดไปทำไม ช่วงแรกๆ รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนเลยนะ มันเบาขึ้น ทำอะไรก็มีรอยยิ้ม ชีวิตดูสดใสขึ้น แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องของการแพ้หรือชนะ แต่มันคือเรื่องของการใช้ชีวิตให้ดีขึ้นมากกว่า ทำไมเราต้องเสียเวลา 5 นาที 10 นาที ไปกับเรื่องที่ทำให้เราหงุดหงิด อย่างสมมติไปกินข้าวร้านหนึ่งแล้วไม่อร่อย เราจะนั่งจมอยู่กับความไม่อร่อยทำไม ก็ไปร้านอื่นสิ”

ชีวิตหลังแต่งงานที่ยังเหมือนเดิม
“จริงๆ เป็นคำถามที่คนถามอ้ายเยอะมากว่าชีวิตหลังแต่งงานเปลี่ยนไปไหม คำตอบคือเหมือนเดิมค่ะ อ้ายพูดกับทุกคนเลยว่าเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย คือต้องเล่าย้อนไปช่วงโควิด บ้านอ้ายอยู่นนทบุรี ส่วนพี่มาร์คอยู่กรุงเทพ พี่มาร์คขับรถมาหาอ้ายทุกวัน เช้า–เย็น แบบนั้นเกือบปี จนแม่รู้สึกสงสาร แม่ก็เลยบอกว่า “น้องมาร์ค มานอนค้างที่บ้านไหมลูก จะได้ไม่ต้องขับไป–มา” หลังจากนั้นก็ยาวเลยค่ะ พี่มาร์คไม่ได้กลับบ้านตัวเองอีกเลย ย้ายเข้ามาเรียบร้อย จึงเหมือนเราได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกันมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว มีแม่อ้าย มีน้องชายอ้าย อยู่ด้วยกันแบบนี้มาตลอด พอหลังแต่งงาน ทุกวันนี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน ใช้ชีวิตเหมือนเดิม แค่มีสถานะบางอย่างที่เลื่อนขึ้นมาเท่านั้นเอง
“คุณแม่สอนอ้ายในเรื่องชีวิตคู่เยอะมาก แม่เป็นเหมือน Philosopher ของบ้านเลยค่ะ แม่สอนหลายอย่างมากเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ แม่บอกอ้ายตั้งแต่ก่อนแต่งงานว่า พอแต่งงานแล้วให้ทำตัวเหมือนเดิม เคยเป็นยังไงก็ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าพอแต่งงานแล้วคิดว่าตัวเองขยับสเตตัสขึ้นมาเป็นอะไรสักอย่าง แล้วต้องไปพึ่ง ไปห่วง ไปจิก ไปตาม ทั้งที่มันก็แค่สเตตัสหนึ่งเท่านั้น อ้ายรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้รวมกัน มันทำให้เราใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนเดิม แม่อ้ายวัยรุ่นค่ะ มีความเจนซีมาก (ยิ้ม)
“ทำให้เราไม่เคยมีความรู้สึกว่าพอแต่งงานแล้วต้องคอยตามหรือคอยกำหนดกันตลอดเวลา เพราะเป็น Introvert กันทั้งคู่ ทำงานเสร็จก็ตกลงกันว่า “โอเค กลับบ้านเหอะ” จะมีความสุขมากถ้าไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องทำอะไร อยู่บ้านเฉยๆ มากสุดก็ไปกินข้าวแถวบ้าน นานๆ ทีไปกันสองคน ส่วนใหญ่ก็ไปกับแม่ ไปกับน้อง เหมือนทำกิจกรรมเป็นครอบครัวมากกว่า โชคดีมากที่เราเป็นคนคล้ายๆ กันค่ะ”
การดูแลตัวเองในฐานะนักแสดง
“จริงๆ แล้วอาชีพนักแสดงมันเป็นอาชีพที่นอกจากใช้ความสามารถในการแสดงแล้ว มันยังใช้ Appearance ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผิว ผม เล็บ หุ่น เสื้อผ้า การแต่งตัว หลายอย่างมาก มันไม่ใช่แค่เรื่องรักสวยรักงาม แต่มันคือส่วนหนึ่งของงานที่เราต้องดูแล แต่เอาจริงๆ อ้ายเป็นคนดูแลตัวเองไม่ค่อยดีค่ะ เป็นคนกินอาหารไม่มีประโยชน์ กินตามใจตัวเองเยอะ (ยิ้ม) เลยทำให้อ้ายสุขภาพไม่ค่อยดี ป่วยบ่อย ตั้งแต่ถ่ายซีรีส์จบเมื่อปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ประมาณหนึ่งปีแล้ว น้ำหนักขึ้นมา 6 กิโลฯ เลย เพราะกินแบบไม่ค่อยดูแลตัวเอง ช่วงที่ไม่ได้มีงานถ่ายต่อเนื่องก็รู้สึกว่ากินได้เต็มที่ (หัวเราะ)
“แต่ช่วงนี้เริ่มกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ อ้ายรู้สึกว่าพอเราเริ่มมีปัญหาสุขภาพ เริ่มคิดเรื่องการมีลูก มุมมองมันเปลี่ยนไป การกินไม่ใช่เรื่องของการ Maintain Weight อย่างเดียวแล้ว แต่มันคือการกินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
“อยากฝากทุกคนเหมือนกันว่าอย่าเพิ่งโฟกัสแค่ว่าจะผอมหรือไม่ผอม กินเพื่อสุขภาพก่อนดีกว่า หุ่นค่อยว่ากันอีกที กินของที่ชอบได้ แต่ก็อย่าลืมเติมผัก เติมโปรตีน และสารอาหารให้ครบ ให้ร่างกายแข็งแรงก่อน”

การเติมพลังในแบบของตัวเอง
“อ้ายเป็นคนชอบอ่านนิยายมากค่ะ โดยเฉพาะนิยายแฟนตาซี อ่านเยอะมาก แล้วก็ดูซีรีส์ ฟังเพลง ซึ่งฟังตลอดเวลาเลย ถ้าพูดถึงการเติมพลังหรือเวลาที่อยากพักผ่อน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกิจกรรมประมาณนี้ เพราะอ้ายเป็นคนที่อยู่กับตัวเองได้
“แต่ถ้าพูดถึงการทำงานแสดง จริงๆ เวลาอยู่ในกองถ่าย อ้ายไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยนะ เพราะอ้ายชอบการแสดง อย่างเวลามีซีนดราม่าหนักๆ หรือซีนระเบิดอารมณ์ หลายคนเล่นเสร็จแล้วจะเหนื่อย แต่สำหรับอ้ายมันรู้สึกสะใจ เหมือนได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมา วันที่เหนื่อยจริงๆ กลับเป็นวันที่ต้องนั่งรอทั้งวัน ถ่ายซีนหนึ่งแล้วพักอีกหลายชั่วโมง อันนั้นจะเหนื่อยมากกว่า ก็จะอ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือหาอะไรทำไปเรื่อยๆ อ้ายรู้สึกว่าพลังงานส่วนใหญ่ของตัวเองมาจากการได้อยู่กับตัวเองมากกว่าค่ะ”
การเดินทางเพื่อดูการใช้ชีวิตของผู้คน
“อ้ายชอบไปต่างประเทศนะคะ ชอบไปในที่ที่ยังไม่เคยไป แต่ว่าอ้ายไม่ค่อยชอบสถานที่ที่คนเยอะๆ ไม่ชอบความแออัด ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ค่อยชอบต่อคิว อย่างญี่ปุ่น อ้ายไปหลายครั้งมากแล้ว แต่สิ่งที่ชอบไม่ใช่การไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แค่ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ไปตื่นเช้า หาร้านกาแฟนั่ง กินข้าว เดินเล่น ดูผู้คน ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ก็มีความสุขแล้ว อ้ายรู้สึกว่าตัวเองสนใจวิธีที่คนแต่ละประเทศใช้ชีวิตมากกว่าการไปเช็กอินสถานที่ดังๆ อ้ายอยากรู้ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง กินอะไร ทำอะไรในแต่ละวัน อันนั้นสนุกสำหรับอ้ายมากกว่า”
ความสุขของ ‘อ้าย สรัลชนา’
“ช่วงนี้อ้ายใช้ชีวิตอยู่บ้านเยอะค่ะ เพราะถ่ายซีรีส์เสร็จแล้วด้วย จึงมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น แล้วอ้ายรู้สึกว่ามันมีความสุขมากเลยนะ ตื่นเช้ามา ล้างหน้า แปรงฟัน อยู่ในชุดนอนเหมือนเดิม ลงมาชงมัทฉะ นั่งเล่นกับแมว ดูทีวีไปสักพัก พอถึงเที่ยงคุณแม่ก็ชวนกันออกไปหาอะไรกิน แล้วกลับบ้าน อ้ายรู้สึกว่าแค่นี้ก็มีความสุขแล้วนะ
“บางทีเราก็เผลอไปอยู่ในโลกโซเชียลที่มีอะไรมากระตุ้นเราตลอดเวลา เห็นคนนู้นมีแบบนี้ คนนี้มีแบบนั้น จนทำให้เกิดกิเลสโดยไม่รู้ตัว อ้ายก็ไม่ได้ทำได้ตลอดเวลาหรอกนะคะ ไม่ได้เป็นแม่พระอะไรขนาดนั้น แต่ทุกครั้งที่นึกได้ก็จะพยายามบอกตัวเองว่าเราต้อง Appreciate สิ่งที่เรามีอยู่ แค่ตื่นขึ้นมา ได้ใช้ชีวิต ยังมีคนที่เรารักอยู่รอบตัว ยังมีสุขภาพที่ดูแลได้ ยังได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ อ้ายว่ามันก็เป็นความสุขมากแล้วค่ะ”
สิ่งสำคัญที่สุดในวัยนี้
“ถ้าถามว่าในช่วงวัยนี้อะไรคือสิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุด อ้ายตอบว่าสุขภาพค่ะ คืออ้ายเป็นคนป่วยง่ายมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มันเริ่มเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้น พอเราเริ่มเจอปัญหาสุขภาพของตัวเอง แล้วก็เห็นคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า รวมถึงผู้ใหญ่รอบตัวเข้าสู่วัยที่มีโรคประจำตัวมากขึ้น เราก็เริ่มเข้าใจว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ บางอย่างถ้าเราเริ่มช้าไป มันอาจจะไม่ทันแล้ว ช่วงนี้ก็เลยพยายามดูแลตัวเองมากขึ้น ตรวจสุขภาพทุกปี คอยคิดว่าต้องปรับอะไรเพิ่มเติมไหม รวมถึงพยายามบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายด้วยค่ะ เมื่อก่อนอาจจะมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการมีสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างจริงๆ”

มุมเล็กๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
“จริงๆ อ้ายรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดามากนะ ชีวิตไม่ได้มีอะไรหวือหวา ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ หลายคนก็รู้แล้วว่าอ้ายเป็นคนเงียบ เป็น Introvert ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองไม่น่าจะมีมุมอะไรที่คนไม่เคยเห็นแล้ว
“แต่ถ้าจะมีคนที่ทำให้ทุกคนเซอร์ไพรส์ได้ น่าจะเป็นพี่มาร์คมากกว่า เพราะหลายคนจะคิดว่าพี่มาร์คเป็นนักธุรกิจ ต้องเป็นคนนิ่งๆ สุขุมๆ แต่จริงๆ เขาเป็นคนตลกมาก ล่าสุดตอนอ้ายไลฟ์อยู่ มีคนถามว่าพี่มาร์คทำธุรกิจอะไร เขาก็ยกตัวอย่างว่าถ้าใครเคยไปกินสุกี้ตี๋น้อยแล้วสั่งกุ้งเพิ่ม กุ้งพวกนั้นเป็นของเขา พอคนดูเริ่มพิมพ์คำว่ากุ้งเต็มหน้าจอ เขาก็เริ่มร้องเพลง ‘กุ้ง กุ้ง กุ้ง’ ขึ้นมาเฉยเลย อ้ายยังตกใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนในไลฟ์ก็ตกใจเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าจะเห็นมุมนี้ของพี่มาร์ค แต่จริงๆ เวลาที่อยู่กับครอบครัวหรืออยู่กับเพื่อนสนิท เขาก็เป็นแบบนี้ตลอดค่ะ”
ฝากผลงานถึงแฟนๆ
“อ้ายอยากฝากแฟชั่นเซ็ตครั้งนี้ รวมถึงบทสัมภาษณ์กับ HiSoParty ด้วยนะคะ เพราะจริงๆ แล้วไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดถึงเรื่องราวส่วนตัวในมุมต่างๆ มากขนาดนี้ ก็หวังว่าบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จะทำให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนของอ้ายมากขึ้นในอีกหลายแง่มุม และขอฝากผลงานเรื่อง Scarlet Heart Thailand ด้วยนะคะ น่าจะได้ชมกันภายในปีนี้ค่ะ”
สำหรับใครที่ติดตามผลงานของคุณอ้ายมาโดยตลอด บทสัมภาษณ์ครั้งนี้อาจทำให้ได้รู้จักเธอในอีกมุมหนึ่งมากขึ้น ทั้งในฐานะนักแสดง ภรรยา ลูกสาว และผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้การใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และค้นพบว่าความสุขที่แท้จริง อาจไม่ได้อยู่ในเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของทุกวันต่างหาก

Author By : Arunlak Tanomsin
