‘Lifetime Health Partner’ คือภาพใหม่ของบำรุงราษฎร์ในมุมมองของ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ Chief Executive Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผู้มองว่าการดูแลสุขภาพในวันนี้ไม่ควรเริ่มต้นเมื่อเกิดความเจ็บป่วยเท่านั้น หากแต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและการดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว ภายใต้แนวคิด Health Ecosystem ที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ และ Human Touch เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้บำรุงราษฎร์ไม่ใช่เพียงโรงพยาบาล แต่คือพันธมิตรด้านสุขภาพที่อยู่เคียงข้างผู้คนในทุกช่วงชีวิต

จาก ‘Hospital’ สู่ ‘Lifetime Health Partner’
“เมื่อพูดถึงบำรุงราษฎร์ หลายคนอาจนึกถึงโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อน หรือโรคที่รักษาได้ไม่ง่าย แต่ด้วยแนวคิดใหม่ของการดูแลสุขภาพ ปัจจุบันเราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง hospital อีกต่อไป แต่เป็น ‘Lifetime Health Partner’ หมายความว่าเราดูแลสุขภาพของผู้คนตั้งแต่ยังไม่ป่วย ตัวอย่างเช่น VitalLife ซึ่งมีโปรแกรมตรวจยีนที่สามารถทำนายความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากพันธุกรรมในอนาคต และช่วยวางแนวทางเชิงป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องสารโลหะหนัก การปรับสมดุลฮอร์โมน หรือการทำให้คุณภาพชีวิตในแต่ละวันดีขึ้น บางคนตรวจสุขภาพแล้วผลออกมาปกติ แต่ยังรู้สึกเหนื่อยล้า นอนไม่ดี หรือไม่สดชื่น สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่การดูแลเชิงป้องกันสามารถเข้ามาตอบโจทย์ได้
“เมื่อเข้าสู่ช่วงเจ็บป่วย บำรุงราษฎร์ก็ยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น AI หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การรักษาแม่นยำขึ้น ปลอดภัยขึ้น และทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนานเหมือนในอดีต ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของ Patient Safety และผลลัพธ์การรักษาที่มีคุณภาพและัดผลได้ นอกจากนี้ เรายังมองต่อไปถึงช่วงหลังการเจ็บป่วยด้วย ว่าหลังจากผู้ป่วยกลับไปแล้ว เราจะเชื่อมต่อและดูแลสุขภาพของเขาต่อได้อย่างไร ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เริ่มใช้ Wearable Devices มากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยติดตามการนอน การเดิน หรือพฤติกรรมสุขภาพ เราจึงมี Lifestyle Tech Solution ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้ากับการดูแลสุขภาพและการปรับไลฟ์สไตล์
“ดังนั้น Health Ecosystem ในมุมของบำรุงราษฎร์จึงครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจ็บป่วย ระหว่างการรักษา และหลังการเจ็บป่วย ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ดูแลเฉพาะเวลาคนป่วยอีกต่อไป”
Compassionate Leadership กับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ ‘เข้าใจคน’
“Compassionate Leadership ประกอบด้วย Empathy และ Compassion สำหรับพี่ ผู้นำแบบนี้คือคนที่ใช้จิตใจและจิตวิญญาณในการนำองค์กร รวมถึงการดูแลคนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเรา สิ่งที่พี่ให้ความสำคัญมากคือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าเข้าถึงผู้นำได้ง่าย พนักงานที่นี่จะเรียกพี่ว่า ‘พี่หลิง’ ไม่ใช่เรียกด้วยตำแหน่ง เพราะพี่ไม่อยากให้เขารู้สึกว่า CEO เข้าถึงยาก นอกจากนี้เรายังมีช่องทาง Talk to CEO ซึ่งพนักงานสามารถส่งอีเมลมาถึงพี่ได้โดยตรง และอีเมลที่ขึ้นหัวข้อ Talk to CEO จะเป็นอีเมลฉบับแรกที่พี่เปิดอ่านทุกวัน แต่การรับฟังต้องมาพร้อมความยุติธรรม เรามี No-blame Policy ไม่ใช่ว่าอ่านเรื่องร้องเรียนแล้วจะไปจัดการใครทันที ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน หากพนักงานเสนอแนะบางอย่างด้วยใจที่รักองค์กร เราก็ให้คุณค่ากับเสียงของเขา เพราะเมื่อเราให้ใจเขา เขาก็ให้ใจกลับมาให้องค์กรเช่นกัน
“เรายังมี Speak Up Campaign เพื่อให้พนักงานกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น และกล้ารายงานเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและพนักงาน การเปิดรับฟังเสียงของเขาต้องตามมาด้วยความใส่ใจอย่างจริงใจ เราต้องทำให้เขาเห็นว่าเสียงของเขามีความหมายและมีคุณค่า
“วัฒนธรรมองค์กรที่พี่ใช้ในวันนี้คือ IAIC ได้แก่ Inclusion การยอมรับความหลากหลาย, Agility ความคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลง, Innovation การเปิดพื้นที่ให้เกิดสิ่งใหม่ และ Caring การเอาใจใส่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนหัวใจของ Compassionate Leadership อย่างแท้จริง”

บทเรียนของผู้นำในวันที่องค์กรต้องเผชิญความท้าทาย
“พี่ผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายมาค่อนข้างมาก และสิ่งหนึ่งที่คนเป็นผู้นำต้องมีคือ ‘สติ’ เพราะเรากำลังนำองค์กรที่มีพนักงานกว่า 4,000 คน มีแพทย์ที่ทำงานร่วมกับเรากว่า 1,500 คน และเป็นโรงพยาบาลที่เป็นเหมือนตัวแทนของประเทศไทยในระดับโลก สิ่งที่พี่บอกทุกคนเสมอคือ เราต้องไปต่อ เราต้องช่วยกันสร้างบำรุงราษฎร์ให้อยู่คู่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นเรา Give Up ไม่ได้ และต้องต่อสู้กับทุกอย่างที่เข้ามา
“อีกสิ่งหนึ่งคือ Growth Mindset แม้ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นวิกฤต แต่อีกด้านหนึ่งของปัญหาอาจเป็นโอกาสก็ได้ อย่างช่วงโควิด เราสามารถสร้างฐานคนไข้ไทย และกลุ่ม Expat ขึ้นมา จนหลังโควิดฐานลูกค้ากลุ่มนี้สูงกว่าก่อนโควิดด้วยซ้ำ และในฐานะผู้นำ ถ้าเราท้อ คนที่เหลือก็จะท้อ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่น ทำให้ทุกคนมีพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน ในช่วงโควิด แม้เราทุกคนจะกลัว แต่เราก็ทำให้ผู้ป่วยเห็นว่าบำรุงราษฎร์ยังอยู่เคียงข้างเขา และทำให้แพทย์มั่นใจว่าระบบของโรงพยาบาลปลอดภัย ห้องผ่าตัดปลอดภัย พนักงานปลอดภัย นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าบำรุงราษฎร์พร้อมจะเป็นที่พึ่งในยามที่ผู้คนต้องการเรา”
เมื่อ ‘ธุรกิจสุขภาพ’ ต้องเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม
“เมื่อก่อนเราอาจใช้คำว่า CSR แต่ปัจจุบันพูดกันในมุมของ ESG สำหรับพี่แล้วทั้งสองคำมีแกนเดียวกันคือ เราจะส่งมอบอะไรให้กับสังคม มีประโยคหนึ่งที่พี่จำได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน และได้รับฟังจาก คุณชัย โสภณพนิช คือ “ธุรกิจไม่ได้มุ่งหวังกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เราต้องเอื้อประโยชน์ให้กับสังคมและเพื่อนมนุษย์ด้วย” ซึ่งเป็นแนวคิดที่บำรุงราษฎร์ยึดถือมาโดยตลอด
“ที่บำรุงราษฎร์ เรามีมูลนิธิโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งทำงานเพื่อสังคมในหลายด้าน เช่น การผ่าตัดหัวใจเด็กพิการแต่กำเนิด ซึ่งเราทำมาแล้วกว่า 800 ดวง รวมถึง Mobile Clinic หรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่เข้าไปดูแลชุมชนต่างๆ โดยมีแพทย์อาสาจากหลากหลายสาขาร่วมเดินทางไปด้วย นอกจากนี้เรายังมีกองทุนสงเคราะห์พระสงฆ์อาพาธ การบริจาคยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงการส่งมอบรถตรวจมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ให้กับพื้นที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือการใช้ความถนัดของเราในการตอบแทนสังคม
“ในด้านสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลสามารถลดผลกระทบได้หลายทาง เช่น การลดการใช้กระดาษ การลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยให้เป็น Paperless มากขึ้น รวมถึงการใช้พลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ ส่วนด้าน Governance บำรุงราษฎร์อยู่มากว่า 45 ปี และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งสำคัญคือระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีธรรมาภิบาลที่ดีในทุกกระบวนการ”


การผสาน ‘Innovation’ และ ‘Human Touch’ ในโลก Healthcare ยุคใหม่
“เวลาพูดถึง AI คำถามที่ได้ยินบ่อยมากคือ แพทย์และพนักงานจะตกงานไหม แต่พี่อยากบอกว่าธุรกิจโรงพยาบาลหรือธุรกิจสุขภาพยังต้องใช้ ‘ใจ’ อยู่เสมอ นี่คือ Human Touch
“อย่างการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หลายคนอาจคิดว่าหุ่นยนต์เป็นคนผ่าตัด แต่จริงๆ แล้วแพทย์ยังเป็นผู้ผ่าตัด เพียงแต่มีหุ่นยนต์เป็นเครื่องมือช่วยให้แม่นยำขึ้น ลดข้อผิดพลาด และเพิ่ม Patient Safety หรือแม้แต่การใช้ AI ในแผนกเอกซเรย์ AI อาจช่วยอ่านภาพได้มากและเร็ว แต่แพทย์ยังต้องดูควบคู่กับข้อมูลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประวัติคนไข้ การตรวจเพิ่มเติม หรือการวิเคราะห์ในภาพรวม ที่สำคัญ หากผลออกมาไม่ปกติจริงๆ การสื่อสารกับผู้ป่วยต้องใช้ Human Touch อย่างมาก การบอกข่าวร้ายเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องรู้ว่าจะพูดอย่างไร ต้องคุยกับครอบครัวอย่างไร ต้องประเมินว่าความจริงควรถูกสื่อสารในจังหวะไหนและด้วยวิธีใด สิ่งเหล่านี้เทคโนโลยีไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด
“เพราะฉะนั้น Innovation และ AI เป็นสิ่งที่
ต้องใช้ เพื่อช่วยให้คุณภาพการรักษาแม่นยำขึ้นและสามารถคาดการณ์ได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายทุกอย่างยังต้องอาศัยมนุษย์ในการสื่อสาร การดูแล
และการอยู่เคียงข้างผู้ป่วย”
Legacy of Timeless Living’ กับอนาคตของการดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน
“วันนี้เราอยากสร้าง Legacy ให้บำรุงราษฎร์เป็น Lifetime Health Partner ระดับโลก และเป็น Ambassador ของประเทศไทย คือเป็นตัวแทนของประเทศไทยที่สามารถส่งมอบบริการสุขภาพระดับสากลให้คนทั่วโลกได้รู้จัก เพราะประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ทั้งภูมิประเทศที่มีทั้งภูเขา ทะเล รวมถึง Thai Hospitality ที่โดดเด่นมาก หลายประเทศพยายามสร้างโรงพยาบาลระดับโลก แต่สุดท้ายผู้คนจำนวนมากยังเลือกบินมารักษาที่ประเทศไทย เพราะประทับใจในความสามารถของแพทย์ไทย ระบบที่เข้าถึงง่าย และการดูแลแบบไทย
“หากในอดีตคนอาจนึกถึงบำรุงราษฎร์ในวันที่เจ็บป่วย หรือเมื่อรู้สึกว่าไม่มีที่พึ่ง แต่วันนี้เราอยากให้คนนึกถึงเราในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่วันที่เริ่มรู้สึกว่าอยากดูแลสุขภาพหรือ มีความกังวลเรื่องสุขภาพ รวมถึงอยากดูแลคนในครอบครัวหรือคนที่เรารัก เราอยากให้ ‘บำรุงราษฎร์’ เป็น Lifetime Health Partner ที่อยู่กับทุกช่วงวัยและทุกช่วงชีวิต เพื่อให้ผู้คนดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่ยังไม่ป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”


Author By : Arunlak Tanomsin
