ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่เราจะคาดเดาได้ หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า ‘เรารู้พอหรือยัง’ คำตอบของหลายคนคือการเดินเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้ง ไม่ว่าจะในรูปแบบของหลักสูตรพัฒนาทักษะเฉพาะทาง หรือคอร์สบริหารธุรกิจระดับสูง รวมถึง หลักสูตรธรรมะ จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มพูนความรู้ แต่คือการเปิดใจ เรียนรู้โลกและตัวเองให้ลึกซึ้งขึ้น บทเรียนในวัยผู้ใหญ่จึงไม่ได้มีแค่ตำรา หากยังรวมถึงมุมมองใหม่ๆ ที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทางต่างวัย ต่างวิชาชีพ และต่างแรงบันดาลใจ...
คุณอรศศิพัชร์ ศิริวรรณพร
สำหรับคุณนิว – อรศศิพัชร์ ศิริวรรณพร การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่แค่การศึกษาในระบบ แต่คือการเดินทางภายในที่ลึกลงไปในใจของตนเอง เธอเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เริ่มต้นจากการค้นหาด้วยตนเอง จนกระทั่งได้มีโอกาสเรียนรู้หลักธรรมะอย่างเป็นระบบ และนั่นคือจุดเริ่มสำคัญที่ทำให้เธอก้าวจากผู้ฝึกตน ไปสู่บทบาทของผู้ที่ลุกขึ้นมาส่งต่อธรรมะแก่ผู้อื่น
เหตุผลของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
“นิวสนใจเรื่องธรรมะและปฏิบัติธรรมอยู่แล้วค่ะ แต่ที่ผ่านมาเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ไม่เคยศึกษาอย่างเป็นระบบ จึงไม่รู้ว่าการปฏิบัติของเรานั้นเรียกว่าอะไรบ้าง จนได้มาเรียนหลักสูตร ‘การดับทุกข์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1’ โดยมูลนิธิสุญญตาวิหาร ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราค้นพบมีรากฐานจากคำสอนอะไร ตอนที่ทราบว่ามีคอร์สนี้ คือเพื่อนคุณแม่เป็นคนชวน ตอนแรกคุณแม่ปฏิเสธก่อน แต่นิวเป็นคนตอบรับเองแล้วบอกแม่ว่า “แม่ไปเถอะ เราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอีกเท่าไหร่” จนแม่ยอมไปด้วยกันค่ะ”
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าประทับใจ
“หลักสูตรนี้เรียนสัปดาห์ละ 1 วัน เป็นเวลา 7 เดือนค่ะ ซึ่งสิ่งที่นิวยังคงจดจำได้แม่นคือ การได้เรียนเรื่อง ‘อิทัปปัจจยตา และ ปฏิจจสมุปบาท’ ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา นิวเรียนเรื่องนี้อยู่ 6 อาทิตย์เต็มๆ สำหรับการได้เรียนหลักสูตรนี้ สิ่งที่ประทับใจที่สุด คือคำสอนค่ะ เพราะก่อนหน้านี้เราปฏิบัติมาเองแบบไม่รู้หลัก มันเลยกลายเป็นว่าเราเห็นผลแต่ไม่เข้าใจเหตุ เช่นทำไมนั่งสมาธิถึงจุดหนึ่งแล้วรู้สึกปิติ แล้วมาตอนหลังถึงได้เข้าใจว่านั่นคือ ความว่าง (สุญญตา) ซึ่งเป็นภาวะที่แท้จริงของทุกสิ่ง จิตบริสุทธิ์ที่ไร้การยึดถือ หรือ ความรู้สึกที่ทำไมออกจากสมาธิแล้วนิสัยเราเปลี่ยน (จากปาร์ตี้ทุกวันกลายเป็นถือศีลห้า) ตอนหลังถึงได้มาทราบว่าแบบนั้นเรียกว่า ‘ปัญญา’ คือการรู้เห็นตามความจริง มันเหมือนเป็นการตอกย้ำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราปฏิบัติและเห็นผล มันคือธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้จริงๆ ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ’ หมายถึง ธรรมะเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้นจะรู้ได้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติจริง”
การแลกเปลี่ยนความคิดที่ขยายมุมมองใหม่
“หลังจากที่นิวปฏิบัติควบคู่กับการเรียน นิวรู้สึกว่าภายในเราอิ่มจนล้น นิวจึงอยากส่งต่อให้คนอื่นได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงแบบนี้บ้าง และนิวก็ได้มีโอกาสไปทำคอร์ส DhammaCation ร่วมกับ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งคนที่เข้าร่วมก็มาจากในสังคมหลากหลายกลุ่ม โดยนิวได้นำสิ่งที่เราเรียนมา สิ่งที่เราตกผลึกด้วยตัวเองมาส่งต่อ มันกลายเป็นมิสชั่นของนิวไปแล้ว ที่อยากให้คนตื่นรู้ให้เยอะที่สุด”
จากผู้ปฏิบัติ สู่ผู้ส่งต่อ
“ความสุขที่แท้จริง คือการไม่อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น เพราะเมื่อไม่ถูกตัณหาและความยึดมั่น (อุปาทาน) ลากจูง จิตจะว่าง และว่างนั้นแหละ…คืออิสรภาพ (วิมุตติ) ‘เพราะต้นตอของความทุกข์และความวุ่นวายในโลก อยู่ที่จิตของเราเอง’ นิวเชื่อว่า เทียนเล่มแรก จุดได้จากใจตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในยูนิฟอร์มไหน พระ หรือฆราวาส ถ้าใจนิ่ง ความสว่างนั้น…จะค่อยๆ สะท้อนเข้าไปถึงใจของคนทั้งโลก ‘เมื่อจิตสงบ โลกทั้งใบก็สงบได้’”