
ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับใครที่อยากสัมผัสอะแลสกา บางคนอาจจะเลือกเช่ารถขับเลาะไปตามโค้งเว้าของอะแลสกา บางคนมีเวลาจำกัดจำเขี่ย ก็อาจจะเลือกบินจากหัวเมืองใหญ่อย่างแวนคูเวอร์หรือซีแอตเทิล เหาะเหินเดินอากาศไปหาเมืองหลวงของอะแลสกาที่ชื่อจูโน

แต่ถ้าอยากเข้าถึงเนื้อถึงตัวของอะแลสกาอย่างแท้จริง ให้เรือสำราญลำโตค่อยๆ พาคุณเลื้อยเลาะเข้าไปให้เทือกเขาสูงและสายน้ำได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างเต็มอิ่มจะดีกว่า ไม่ว่าจะไปหาอะแลสกาด้วยวิธีไหน มาดูกันว่าถ้าไปถึงอะแลสกามีอะไรบ้างที่น่าทำ

แวะไอซี เสตรตพอยต์
ไอซี เสตรตพอยต์ คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องดูหมีและปลาวาฬ และทำกิจกรรมทางน้ำทุกรูปแบบ ไม่ใช่เล็กอย่างเดียว แต่ทั้งเล็กทั้งสงบเลย แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน ไอซี เสตรตพอยต์จะดูคึกคักหน่อย ผู้คนชาวเมืองจะออกมาเดินกันอย่างคึกคัก แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวอาจจะค่อนข้างเงียบเหงา
เที่ยวเมืองสแกกเวย์
สแกกเวย์เหมือนเมืองคาวบอย แต่บ้านไม้สองชั้นเกือบทั่วทั้งเมืองถูกจับทาสีพาสเทล สำหรับคนแพ้เมืองประเภทคิกขุ สีสันแสบทรวงสลับกับสีพาสเทล แนะว่าให้เผื่อเวลาไว้เยอะๆ เพราะสแกกเวย์เล็กก็จริง แต่ซอกเล็กซอยน้อยของเมืองมีแต่บ้านที่ระบายสีสวย
สมัยก่อนสแกกเวย์เงียบเหงา แต่พอเป็นชุมทางของพวกขุดทองเรือนหมื่น เลยปลุกให้เมืองนี้คึกคักขึ้นผิดหูผิดตา แต่เขาว่าถ้าเป็นชาวเมืองยุคดั้งเดิมจริงๆ มีไม่ถึงพันคน
ทุกวันนี้สแกกเวย์มีเรือสำราญจอดวันละหลายลำ เมืองเล็กแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป ถึงขั้นที่ว่าการท่องเที่ยวสแกกเวย์มีเจ้าหน้าที่พาเดินเที่ยวไปตามเส้นทางต่างๆ ของเมืองที่น่าสนใจกันแบบฟรีๆ แต่ถ้าใครขี้เกียจเดินจะเช่าจักรยานปั่น กลางเมืองก็มีร้านเช่าจักรยานเอาไว้ให้บริหารน่องด้วย

ย่ำเมืองหลวง ‘จูโน’
ในอดีตจูโนเป็นอีกเมืองหนึ่งที่คับคั่งไปด้วยนักขุดทอง เรียกว่าโตมาพร้อมๆ กับยุคตื่นทองเลยก็ว่าได้ เหมืองแร่ทองคำขนาดใหญ่ของโลกเคยถูกสร้างขึ้นที่นี่ และมาถูกตั้งให้เป็นเมืองหลวงของอะแลสกาเมื่อปี 1906
ทุกวันนี้จูโนเป็นเมืองหลวงหลวมๆ มีผู้คนอาศัยอยู่แค่ 3 หมื่นกว่าคน ท่ามกลางพื้นที่จำนวนมากและภูมิทัศน์ที่น่าจะทำให้คนอยู่ปอดและใจแข็งแรง มีมหาสมุทรแปซิฟิกคอยหอบลมหอมๆ มาให้ชาวเมือง มีภูเขาจูโนเป็นปราการด่านสำคัญคอยสอดส่องทุกชีวิตอย่างไม่คลาดสายตา
ที่จริงไม่ใช่แค่จูโน แต่ไม่ว่าผ่านเมืองไหน ก็จะพบว่าอัตราความหลวมของประชากรมีอยู่สูง ก็อย่างที่เคยบอกไปว่าถ้าวัดกันตามเนื้อที่จะพบว่า อะแลสกากินพื้นที่เยอะที่สุดในอเมริกา แต่กลับเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุด

ชมธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์
เมนเดนฮอลล์จัดว่าเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของอะแลสกาที่ยาวเหยียดประมาณ 12 ไมล์ เดิมทีไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่สมัยชาวเผ่าทลิงกิตเขาเรียกที่นี่ว่าธารน้ำแข็งอุค(Auk) แต่เมื่อปี 1891 มาเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ตามชื่อของโทมัส คอร์วิน เมนเดนฮอลล์ นักฟิสิกส์และอุตุนิยมวิทยาชื่อดังของสหรัฐ
ทางอุทยานทำเส้นทางเดินเท้าไปสู่เมนเดนฮอลล์เอาไว้อย่างดี ที่นี่เขาทำมุมไว้ให้ยืนชมธารน้ำแข็งในระยะประชิด ซึ่งยืนใกล้กับธารน้ำแข็งนานๆ จึงได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าด แล้วก็เกิดการแตกและหักของน้ำแข็งอยู่ตลอด กลายเป็นไอซ์เบิร์กที่ลอยละล่องอยู่ในทะเลสาบ
ใครอยากเห็นว่าสมัยก่อนที่เมนเดนฮอลล์ยังสมบูรณ์กว่านี้ แวะไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เขาจัดแสดงเหมือนนิทรรศกาลขนาดย่อมเอาไว้ให้ดูภาพและมุมต่างๆ ของธารน้ำแข็ง

กินปู-ดูวาฬ
มาถึงอะแลสกาทั้งที สิ่งที่ควรทำคือกินปูอะแลสกา และซื้อทัวร์ไปดูพวกสิงสาราสัตว์ในเมืองหนาว ปกติเมื่อเรือแวะเมืองไหน จะมีร้านขายปูอะแลสกาให้แวะชิมกันอยู่แล้ว โดยมากร้านจะอยู่ใกล้กับท่าเรือ กินปูเสร็จแล้ว ไปดูวาฬกันต่อ เพราะวาฬถือเป็นนางเอกประจำอะแลสกา ระหว่างล่องเรือคุณอาจจะได้เห็นโลมาลอยตัวขึ้นมาอวดเรือนร่าง หรือว่ายน้ำแข่งกับเรือ
อย่าลืมชายตามองตามก้อนน้ำแข็งที่ลอยระเกะระกะอยู่ในน้ำด้วย เพราะบางทีคุณอาจจะเจอแมวน้ำนอนผึ่งแดดกันเป็นครอบครัว
แต่ถ้าโชคดีจริง อาจจะเจอหมีซึ่งเป็นนางพญาประจำอะแลสกา กำลังออกล่าเหยื่อ หรือไม่ก็กำลังตระครุบปลาแซลมอนซึ่งเป็นเมนูโปรดของมัน ปกติหมีแถวอะแลสกาจะมีทั้งหมีดำ หมีขาว และหมีน้ำตาล
และนี่คืออะแลสกา สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ผุดผ่องมาก สักครั้งในชีวิตจึงควรไปเยือนที่นี่


