counters

hisoparty

Exercise as a Lifestyle, not a Trend

5 months ago

“สิ่งที่หล่อหลอมให้เตยเป็นคนรักในการออกกำลังกายมาถึงทุกวันนี้ ต้องย้อนกลับไปชื่นชมคุณพ่อคุณแม่ เพราะตั้งแต่เด็กเลย คุณพ่อคุณแม่ให้เตยเล่นกีฬาแทบจะทุกอย่าง คือให้เล่นและให้ไปเรียนอย่างจริงจังด้วยค่ะ ซึ่งตอนเตยอายุสิบขวบเตยก็เล่นกอล์ฟแล้ว ซึ่งรุ่นนั้นเพื่อนเตยไม่มีใครเรียนกอล์ฟเลย ตอนนั้นมีเราคนเดียวที่มายืนเรียนกอล์ฟ ทำให้มีความรู้สึกว่าน่าเบื่อนะ เพราะเป็นกีฬาผู้ใหญ่ แต่เตยก็ไม่คิดว่าสิ่งนั้นที่คุณพ่อให้เรียน มันส่งผลอีกสิบปีถัดมา คือพอเราอายุ ยี่สิบ ไทเกอร์ วู้ดส์ เขามาเล่นกอล์ฟ มีชื่อเสียง รุ่นเราเขาก็ตื่นตัวกับการเล่นกอล์ฟ เพื่อนก็ลุกขึ้นไปเรียนกอล์ฟกัน แต่เรามีภาษีกว่าเพราะเราเรียนมาแล้วตอนสิบขวบ อย่างน้อยเราก็มีเบสิค และเตยก็กลับมาเล่นกอล์ฟใหม่ตอนเพื่อนๆ มาเล่น ทำให้เราตีได้มากกว่าเขาหน่อยเพราะเราเรียนมาแล้ว กอล์ฟจึงกลายเป็นกีฬาที่อยู่ในครอบครัวเตยมาตลอด คือ คุณพ่อก็เล่นกอล์ฟ คุณแม่ก็เล่นกอล์ฟ พี่สาวก็ถูกส่งไปเรียนพร้อมเตย คือคุณพ่อคุณแม่มองว่า กอล์ฟรวมถึงกีฬาอื่นๆ ทำให้ลูกมีเพื่อน ก็ให้เรียนไปก่อน และค่อยไปเลือกที่ชอบทีหลัง ให้เรามีเบสิคของทุกอย่าง คือถ้าเพื่อนมาชวนขี่ม้าก็ขี่ได้ เล่นเทนนิสก็ได้ ตีแบดก็ได้ จุดนี้ทำให้เตยมีเพื่อนหลายกลุ่ม และคุณพ่อก็มองว่ากีฬาเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุ่มเท ได้เอาเวลาไปใช้ในสิ่งที่มีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง จนมาถึงทุกวันนี้เตยก็ยังเล่นกีฬาทุกอย่างได้ และพอมาถึงรุ่นลูกของเตย เราทำเหมือนอย่างที่คุณพ่อทำให้เขาได้มีโอกาสเล่นกีฬาทุกอย่างโดยมีคุณครูสอนด้วย และสุดท้ายให้เขาเลือกเอง ณ วันนี้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของครอบครัวเรา อย่างเราเป็นเมมเบอร์สปอร์ตคลับ เวลาไปทุกคนในครอบครัวก็จะมีกิจกรรมทุกคน เตยว่าประโยชน์จากการเล่นกีฬา เรื่องสุขภาพเป็นผลพลอยได้ แต่หลักๆ กีฬาทำให้เรามีความสุข สุขภาพดี และทำให้มีเพื่อน มีกลุ่มสังคมเกิดขึ้นค่ะ”

“ส่วนตัวผมออกกำลังกายมานานแล้วนะครับ ประมาณ 20 กว่าปีแล้ว คือออกกำลังกายต่อเนื่องมาตั้งแต่อายุ 20 – 25 มุมมองในการออกกำลังกายอาจจะเปลี่ยนไปตามวัย เมื่อก่อนเราออกกำลังกายเพราะอยากให้รูปร่างดี อย่างฟิตแอนด์เฟิร์ม ใส่เสื้อผ้าสวย ปัจจุบันยังมีความรู้สึกนั้นอยู่ แต่ว่ามันน้อยลง สำหรับตอนนี้ในการออกกำลังกาย อันดับหนึ่งเพื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะร่างกายมันคือบ้านของเรา ถ้าเราไม่ดูแลรักษาให้มันดี การที่เราจะไปทำอย่างอื่นก็ยาก เพราะฉะนั้นมุมมองในการออกกำลังกายของเราจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่มองจากข้างนอก มองจากเปลือก จะลดลงไป และมามองถึงหัวใจของการออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพราะถ้าสุขภาพเราดี ใจเราก็ดีไปด้วย และอีกหนึ่งมุม ด้วยความที่เราเป็นคนทำงานแฟชั่น เราอยู่ในเรื่องสวยๆ งามๆ การที่เราดูแลตัวเองได้ดีประมาณหนึ่งมันก็ทำให้เรา อิ่มใจไปด้วย เพราะว่าเราจะหยิบจับเสื้อผ้าใส่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ยังรู้สึกว่าพอดูได้ก็มีผลต่อใจ และด้วยความที่เราออกกำลังกายมายี่สิบกว่าปี มันเหมือนเป็นหนึ่งหน้าที่ของเราไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราจัดแจงหน้าที่ของเราได้อย่างสมดุลมันก็เป็นอีกความสำเร็จหนึ่งของชีวิต และอีกอย่างที่สำคัญ การออกกำลังกายช่วยคลายเครียดได้ด้วย ซึ่ง Benefit ของการออกกำลังกายมันค่อนข้างเยอะ เรารักชีวิตเรามากขึ้น เพราะเราต้องรับผิดชอบต่อชีวิตคนมากขึ้น และการที่เรามีร่างกายที่ดีมันเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตเรา เวลานี้ถ้าเราอ่อนแอ ไม่แอคทีฟ เราก็ไม่สามารถมีแรงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เรารักได้ ประโยชน์มันเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นการจัดแบ่งตารางในการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญมาก และเราก็จะให้เวลากับมันเท่าที่จะทำได้

“จริงแล้วผมชอบการออกกำลังกายหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นโยคะ คอมแบค แต่สุดท้ายมาจบที่ยิม เพราะด้วยความที่เวลาของเราจำกัด ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราสามารถทำได้คนเดียว จึงเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด เราจะไม่ไปฝืนในสิ่งที่ทำให้เราลำบาก ผมจะทำให้เป็นธรรมชาติกับชีวิตเรา ซึ่งอะไรที่เป็นธรรมชาติเราจะทำมันได้เรื่อยๆ และทำได้นาน คงเหมือนกับทุกเรื่องในชีวิตของเราครับ”

“ทุกคนรู้ดีว่าสตางค์อยู่ในวงการนางแบบ ช่วงนั้นเจอเพรสเชอร์ของวงการเยอะพอสมควร ในเรื่องของรูปร่าง ทั้งๆ ที่เราคิดว่าตัวเองผอมอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่พอต้องผอมกว่านั้นอีก ซึ่งถ้าเราไม่แข็งแรงพอมันก็จะมีผลกระทบได้ ตอนนั้นสตางค์ใช้วิธีอดอาหาร ลดความอ้วนในทางที่ผิดๆ นับแคลอรี่อยู่ทุกวัน และก็เป็นสิ่งที่จะไม่แนะนำให้คนรุ่นใหม่ทำเลย แต่พอเริ่มอายุเยอะขึ้น Step Away ได้เห็นภาพที่ใหญ่ขึ้นก็ทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เราเคยทำมันไม่ใช่เลย สำหรับเราตอนนี้ Strong is The New Skinny สตางค์จะไม่เคยบอกดาราของตัวเองว่าให้ไปลดน้ำหนัก เราจะบอกแค่ให้ไปออกกำลังกาย ให้ไปฟิตแอนด์เฟิร์ม เพราะว่าเราไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไปเกิดขึ้นกับคนอื่น อย่างเช่น Eating Disorder และเมื่อได้มาออกกำลังกาย ชีวิตเราก็เปลี่ยน เราแข็งแรงขึ้น น้ำหนักขึ้นมา 8 กิโลกรัม ด้วยความตั้งใจ แทนที่เราจะลด แต่ขึ้นเป็นกล้ามเนื้อ แล้วตอนนี้เรารู้สึกมั่นใจกว่าที่เคยเป็นมาก่อน หลายคนจะคิดว่ามัน too late อายุเยอะไปแล้ว ไม่ทันแล้ว ไม่จริงเลยค่ะ”

“สำหรับสตางค์การออกกำลังกายไม่ใช่เทรนด์ มันคือไลฟ์สไตล์ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องอยากจะทำทุกวัน ด้วยความที่เขาอยากจะทำจริงๆ เพราะเป็นไลฟ์สไตล์ ไม่ได้ตามเทรนด์ และสตางค์ก็เชื่อว่าเราสามารถผสมแอคทิวิตี้หลายๆ แบบ เพราะทำให้เราไม่เบื่อ และชาเลจน์กล้ามเนื้อของเราในจุดอื่นๆ ด้วย ส่วนตัวสตางค์คิดว่าควรฟังก์ชันนอลบ้าง ยกเวทบ้าง เทคคลาสบ้าง โยคะบ้าง ยืดหยุ่นบ้าง สตางค์เชื่อว่าการทำหลายๆ อย่างกับร่างกายจะดีที่สุด เพราะเราทำแล้วมันเวิร์คค่ะ”

“เนื่องจากว่ามิ้วมีหลายบทบาทต้องรับผิดชอบ บวกกับเป็นคนที่ชอบดูแลตัวเองและรักสวยรักงามอยู่แล้ว ก็เลยอยากมอบ quality time ให้กับตัวเองด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งจริงๆ แล้วหากเราออกกำลังกายก็ส่งผลดีโดยตรงกับเราก็คือการมีสุขภาพที่แข็งแรง เพื่อจะได้มีพลังในการดูลูกๆ รวมไปถึงสามี ที่สำคัญคือธุรกิจที่มิ้วทำในตอนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยความงามก็ยิ่งต้องดูแลตัวเอง แล้วส่วนตัวมิ้วก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นเลยที่แม่ลูกสองจะต้องปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ดูไม่ดี”

“ในหนึ่งสัปดาห์มิ้วจะออกกำลังกายหลายอย่าง เพื่อให้ร่างกายได้ใช้งานทุกส่วน ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ โดยจะแบ่งเป็นการเล่นโยคะ 2 วัน ต่อยมวย 1 วัน เวทเทรนนิ่ง หรือฟังก์ชันนอลอีก 2 วัน ก็ประมาณ 4-5 วันต่อสัปดาห์ แต่ถ้าถามว่าการออกกำลังกายแบบไหนที่ชอบที่สุด มิ้วชอบเล่นโยคะค่ะ ถึงแม้ว่าตอนเริ่มเล่นจะทรมานมาก (ลากเสียงยาว) เพราะเป็นคนเส้นตึงมาก ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ก็ท้อนะคะ คือ ไม่คิดว่าเราจะสามารถยืดหยุ่นได้เหมือนคนอื่น แต่พอมิ้วพยายามเอาชนะใจตัวเองไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น รู้สึกว่าเราแข็งแรงจากภายใน ตั้งแต่ระบบหายใจดีขึ้น แล้วโยคะมีประโยชน์หลายอย่างคือ ช่วยเรื่องกระบวนการเผาผลาญ ปรับสมดุล ฝึกสมาธิ ปรับบาลานซ์ เรียกว่าได้ครบทุกอย่างภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งเหมือนเราปล่อยตัวเองไปกับการเล่นโยคะ โฟกัสแค่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนง่ายนะคะ แต่ต้องใช้ทั้งความพยายาม ความอดทน ซึ่งโยคะก็เปลี่ยนมิ้วจากเป็นคนที่กลัวเจ็บ กลัวความสูง กลัวล้ม ตอนนี้สามารถ Head Stand ได้แล้วนะคะ สปริตฉีกขาก็ได้ด้วย (หัวเราะ) นั่นก็แสดงว่าร่างกายเรามีพัฒนาการอย่างชัดเจน นอกจากโยคะการออกกำลังกายอย่างอื่นมิ้วก็ชอบนะคะ ขอแค่ตั้งใจทำคือดีหมด ทำด้วยใจอะไรก็ดีค่ะ”

“ด้วยความที่น้ำไม่ชอบไปหาหมอ ไม่ชอบไปโรงพยาบาล เราเลยคิดว่าสิ่งที่จะทำให้ได้อยู่ห่างไกลคุณหมอมากที่สุดคือ ‘การออกกำลังกาย’ น้ำจึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากค่ะ ซึ่งถ้าถามว่าจริงๆ แล้วชอบออกกำลังกายมั้ย ก็ไม่ชอบนะคะ (หัวเราะ) แต่มันเหมือนยาขมที่ถึงจะไม่อร่อยแต่ก็ต้องทาน น้ำจึงพยายามทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันจนติดเป็นนิสัย แล้วก็ทำให้เรามีวินัย อย่างเช่นวันจันทร์ – ศุกร์ จะเป็นตารางของตัวเองที่จะสลับคละกิจกรรมไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อาทิ เวทเทรนนิ่ง พิลาทิส ปั่นจักรยาน ฯลฯ เพื่อให้ไม่เบื่อ ส่วนวันเสาร์จะเว้นว่างไว้เผื่อเพื่อนๆ หรือลูกสาวชวนไปทำกิจกรรมอะไรเราก็จะไปด้วย ซึ่งพอน้ำออกกำลังกายเป็นประจำก็ทำให้เห็นผลมากขึ้น สุขภาพแข็งแรง และรูปร่างก็ดีขึ้นค่ะ” 

“ต้องบอกว่าช่วง 3 – 4 ปีที่แล้วจุ๋ยเคยออกกำลังกายหนักมาก ออกทุกวัน แถมกินคลีนแบบเคร่งครัดด้วยค่ะ ซึ่งตอนนั้นจริงๆ พอทำทุกวันก็เริ่มติด แต่สุดท้ายเวลาอะไรที่สุดโต่งเกินไป ทำได้ไม่นานสักพักก็หลุด พอหลุดแล้วก็ไม่ทำอีกเลย จนถึงเวลาที่ตัวเองอายุมากขึ้น เริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ตื่นเช้าแล้วไม่สดชื่น จุ๋ยจึงเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งด้วยการออกกำลังกาย แต่คราวนี้บาลานซ์ได้ดีขึ้นค่ะ ไม่สุดโต่ง ไม่หักโหม โดยจุ๋ยจะเน้นไปที่การเวทเทรนนิ่งอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้ง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ถ้าวันไหนไม่ได้ไปยิมก็จะออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน ควบคู่กับการคุมอาหาร ใส่ใจในการเลือกกินมากขึ้น แต่สำหรับจุ๋ยคือไม่ได้เน้นคลีนมาก ไม่จำเป็นต้องกินแต่อกไก่ จุ๋ยเลือกที่จะกินเนื้อวัวแบบที่ตัวเองชอบ โดยเราจะใช้วิธีการกริลล์บนกระทะแทนการทอด แล้วอีกอย่างคือโชคดีที่จุ๋ยชอบทำอาหารทานเอง เราก็สามารถควบคุมปรุงแต่งทุกอย่างได้ตามต้องการ วันไหนอยากกินขนมนิดหน่อยเราก็กิน ซึ่งพอเป็นแบบนี้เราแฮปปี้ ทำได้สม่ำเสมอ สิ่งที่ได้กลับมาคือการมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี รูปร่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนดูฟิตแอนด์เฟิร์มในแบบของเรา”

“โดยส่วนตัวปอให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายนะคะ แต่ถ้าถามว่าชอบไหม ไม่ชอบเลย ที่ต้องทำเพราะดีต่อสุขภาพ ยิ่งอายุเท่านี้แล้วก็ยิ่งต้องดูแลตัวเอง แต่เป็นคนที่เหมือนเวลาตั้งใจทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ตัดสินใจได้เริ่มต้นทำก็จะพยายามมากเป็นพิเศษ อย่างโยคะ ท่าของการเล่นต้องสวย ต้องดี ต้องถูกหลักท่าของเขา และเหตุผลที่เลือกโยคะอย่างหนึ่งคือปอเป็นคนไม่ Active ชอบทำอะไรเงียบๆ สามารถทำอยู่ที่บ้านได้ เลือกเวลาเองได้ แล้วเป็นอะไรที่เล่นได้ตลอด อย่างถ้าเลือกเป็นกีฬากลางแจ้ง ก็จะเล่นได้แค่บางฤดูกาล และสมมุติอย่างเครียดๆ เรื่องงานมา ปอก็จะใช้การเล่นโยคะช่วยเพราะว่ามันคือ Body and Mind ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องความแข็งแรง อีกอย่างไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ก็สามารถทำอยู่ในที่พักของเราเองได้ ถ้าให้เลือกในแบบอื่นๆ ที่ต้องมีอุปกรณ์ หรือคน ที่ต้องทำด้วยกัน แบบนั้นก็จะยุ่งยากหน่อย แต่โยคะคือไม่จำเป็นต้องมีอะไรเลย จะเล่นที่ไหนก็ได้ ใช้เวลาเท่าไรก็ได้ ทำให้สะดวกเราด้วยค่ะ”

“เตยน่าจะออกกำลังกายมาเกิน 10 ปีแล้ว เริ่มจากเล่นโยคะ เวทเทรนนิ่ง หลังจากนั้นพอมีอะไรใหม่ๆ เราเองก็จะอยากทดลอง สำหรับเตยคิดว่าการออกกำลังกายมันเป็นการชาเล้นจ์ตัวเอง บางอย่างเราอาจจะชอบแป๊บเดียว บางอย่างเราอาจจะชอบนาน”

“ตอนนี้ปั่นจักรยานอยู่ที่ RYDE เล่น Aerial Hoop อยู่ที่ Aerial Factory แล้วก็เล่นเวทควบคู่ไปด้วย เตยเริ่มเหมือนทุกคนค่ะ ที่ RYDE เริ่มจากการเป็นนักเรียนในคลาสก่อน พอได้ปั่นก็ชอบ เลยไปปั่นบ่อย เพราะเราชอบสิ่งนี้ บวกกับที่เพื่อนๆ เป็นเจ้าของ ซึ่งพอครูและทีมงานเห็นเราปั่นได้ดี แล้วก็ชอบจริงๆ ก็เลยอยากให้มาช่วยสอน แล้วเขาก็อยากเทรนด์ครูเซ็ตใหม่ เราก็เลยบอกว่าไปเทรนด์ด้วยก็ได้ เผื่อเราจะชอบ เราก็จะช่วยสอนให้ ตอนแรกก็คุยกันแบบขำๆ สอนแค่เดือนละ 2 - 3 ครั้ง แต่ปรากฎว่าตอนนี้สอนอาทิตย์ละ 5 คลาสค่ะ”

“เตยคิดว่าการออกกำลังกายในแบบที่เตยเลือกมันได้มากกว่าสุขภาพและความสวยงาม คือหนึ่งเราได้ฝึกตัวเอง อย่างน้อยก็มีระเบียบวินัย บางวันเราอาจจะไม่อยากไปออกกำลังกาย แต่เรากลับมาคิดว่าเราจำเป็นต้องดูแลตัวเอง มันก็เป็นการฝึกตัวเองไปอีกแบบ แล้วก็ช่วยฝึกสมาธิ ฝึกความจำ คอนเซนเตรชั่น เพราะเวลาที่เราออกกำลังกาย เป็นเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง เตยคิดว่าการออกกำลังกายฝึกได้มากกว่าแค่ภายนอก หรือแค่สุขภาพ ซึ่ง ณ วันนี้เตยแฮปปี้กับสิ่งที่ทำอยู่ค่ะ”

“จริงๆ เตยว่าการออกกำลังกายของคนไทยตอนนี้ ไม่ใช่เทรนด์อีกต่อไป แต่มันคือการที่เราหันกลับมาใส่ใจสุขภาพ เพราะการออกกำลังกายคือไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่ง หลายๆ คนอาจจะบอกว่าไม่มีเวลาแค่ทำงานอย่างเดียวก็ยุ่งพอแล้ว แต่ถ้าลองคิดว่ามันคือการกลับมารักตัวเอง เราก็ต้องใส่ใจตัวเอง ทุกวันนี้มีสิ่งรอบตัวมากมายที่อาจจะทำให้เราสุขภาพเราแย่ลง ฉะนั้นเราก็ต้องรักตัวเองให้มากขึ้น การออกกำลังกายก็เป็นหนึ่งสิ่งที่จะทำให้เราแข็งแรงมากขึ้น นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว การออกกำลังกายก็ยังทำให้เราได้ฝึกฝนและพัฒนาตัวเองด้วยค่ะ”

“ตอนนี้เรตออกกำลังกายอยู่สองอย่างคือ Rhythm Cycling (ปั่นจักรยานในร่ม) และเล่นโยคะค่ะ หนึ่งสัปดาห์จะแบ่งให้การออกกำลังกายไปเลย 6 วัน อย่างละครึ่งๆ สำหรับเหตุผลที่เรตเลือกปั่นจักรยานเพราะช่วยทำให้ Active และเผาผลาญพลังงานรวดเร็ว ซึ่งเรตปั่นจักรยานมาสิบกว่าปีไม่เคยขาดเลย บางคนอาจจะกังวลว่าปั่นแล้วน่องโต เรตขอแนะนำว่าให้ใส่รองเท้าสำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะ แล้วปัญหาเรื่องน่องโตปวดเท้าก็จะไม่มีค่ะ ต่อมาในส่วนโยคะ เรตเพิ่งมาเล่นได้ 3-4 ปี แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้มากมายค่ะ เพราะว่าช่วยเรื่องปัญหาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ ได้ดีเลย ไม่ว่าจะเป็นปวดคอ บ่า ไหล่ ไมเกรน หรือปวดท้องในช่วงฮอร์โมนเปลี่ยน ที่สำคัญการเล่นโยคะยังช่วยเรื่องสร้างกล้ามเนื้อ และปั้นหุ่นให้สวย ช่วยทำให้เรามีบุคลิกภาพที่ดี รวมถึงเรื่องผิวพรรณก็ดูสดใสอยู่เสมอ เพราะคนที่มีการฝึกโยคะ จะมีการยืดข้อต่ออยู่ตลอด เหมือนกับว่าทุกครั้งที่มีการยืดส่วนต่างๆ ร่างกายจะสร้าง Growth Hormone ช่วยให้ดูเด็กลงและสุขภาพจิตก็ดีด้วย แม้ว่าการออกกำลังกายทุกอย่างช่วยให้สุขภาพดีอยู่แล้ว แต่การเล่นโยคะ จะทำให้รู้จักร่างกายของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น เพราะจะเน้นเรื่องการหายใจ เหมือนกับว่าทุกครั้งที่เข้าคลาสโยคะเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งค่ะ”

"ช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ติ๊บยังไม่ค่อยรู้สึกว่าต้องใส่ใจในการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เราก็ใช้ชีวิตปกติ ทำงาน ดูแลตัวเองแบบคนทั่วไป ออกกำลังกายบ้างแต่ไม่สม่ำเสมอ เพราะมันยังไม่มีเอฟเฟคอะไรต่อร่างกาย แต่พอช่วงหลังๆ อายุเริ่มมากขึ้น ติ๊บเริ่มรู้สึกว่าร่างกายเราไม่เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะใช้ชีวิตประจำวันคล้ายเดิมแต่สุขภาพและระบบเผาผลาญก็เริ่มรวน กินเท่าเดิมแต่น้ำหนักเพิ่มขึ้น รูปร่างผิวพรรณดูไม่กระชับเหมือนตอนเด็กๆ นอนดึกใต้ตาก็เริ่มคล้ำ ฯลฯ คือรู้สึกได้จริงๆ ค่ะว่าร่างกายเราเปลี่ยนไป ตอนนี้ติ๊บจึงหันกลับมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย อย่างเช่นติ๊บเคยลองปรับวิธีกินเป็นกินวันละ 5 มื้อ ทานผลไม้แทนขนมและอื่นๆ ก็รู้สึกว่าน้ำหนักลดลง หน้าตาดูสดใส ที่สำคัญคือเราหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่การออกกำลังกายสำหรับติ๊บจะมีเรื่องให้กังวลนิดหนึ่งค่ะ เพราะด้วยความที่เป็นคนโครงหน้าเล็ก เวลาออกกำลังกายหนักๆ น้ำหนักลงก็จริง แต่หน้าก็จะยิ่งเล็กลงมากขึ้นไปอีก ติ๊บจึงต้องเลือกอะไรที่เหมาะกับตัวเอง ตอนนี้เลยอินกับ Barre Exercise มาก เพราะมันโอเคสำหรับเราคือนอกจากจะช่วยคาดิโอได้แล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายแบบเฉพาะจุด ทำแล้วได้ทั้งสุขภาพดี แข็งแรง และรูปร่างก็เฟิร์มกระชับมากขึ้นด้วยค่ะ”

“อู๋เป็นคนให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากค่ะ อู๋ออกกำลังกาย 6 วัน ต่อสัปดาห์ และหยุดพักหนึ่งวัน โดยรูปแบบของการออกกำลังกาย อู๋เลือกในแบบหลากหลายค่ะ เพราะอู๋เชื่อว่าแต่ละกีฬาเขามีดีไม่เหมือนกัน ซึ่งอู๋จะมียกเวทบ้าง บางวันเป็นคาร์ดิโอ บางวันเป็นบาร์คลาส ซึ่งทุกอย่างให้ผลที่แตกต่างกัน อย่างยกเวทจะได้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ส่วนบาร์คลาสจะได้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และคาร์ดิโอจะได้เรื่องอัตราการเต้นของหัวใจ อู๋จะทำสลับและผสมกันไปค่ะ และที่อู๋กลายมาเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายแบบนี้ เป็นผลมาจากสมัยที่ไปเรียนต่างประเทศ เราต้องเดิน ต้องมีกิจกรรม สิ่งเหล่านั้นมันหล่อหลอมให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้ค่ะ”

SHARE