counters
hisoparty

Juneau...เมืองหลวงที่น่ารัก

2 years ago

          ชื่อของเมืองจูโน (Juneau) อาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าขยายความว่าเป็นเมืองหลวงของอลาสก้า (Alaska) อาจจะทำให้เริ่มคุ้นมากขึ้น

          นี่คือเมืองหลวงอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในหมวด ‘เมืองหลวงที่น่ารัก’ เป็นเมืองหลวงที่ขนาดกำลังเหมาะเดินรอบเมืองได้สบายๆ อยู่ด้วยแล้วรู้สึกหัวเบาๆ ตัวสบายๆ เลยเหมาะแก่การเดินเล่นชิลล์ๆ

          ในอดีตจูโนเป็นอีกเมืองหนึ่งที่คับคั่งไปด้วยนักขุดทอง เรียกว่าโตมาพร้อมๆ กับยุคตื่นทองเลยก็ว่าได้ เหมืองแร่ทองคำขนาดใหญ่ของโลกเคยถูกสร้างขึ้นที่นี่ และมาถูกตั้งให้เป็นเมืองหลวงของอลาสก้าเมื่อปี 1906

          ทุกวันนี้จูโนเป็นเมืองหลวงหลวมๆ มีผู้คนอาศัยอยู่แค่ 30,000 กว่าคน ท่ามกลางพื้นที่จำนวนมากและภูมิทัศน์ที่น่าจะทำให้คนอยู่ ปอดและใจแข็งแรง มีมหาสมุทรแปซิฟิกคอยหอบลมหอมๆ มาให้ชาวเมือง มีภูเขาจูโนเป็นปราการด่านสำคัญคอยสอดส่องทุกชีวิตอย่างไม่คลาดสายตาที่จริงไม่ใช่แค่จูโน แต่ไม่ว่าผ่านเมืองไหนในอลาสก้า ก็จะพบว่าอัตราความหลวมของประชากรมีอยู่สูง ซึ่งถ้าวัดกันตามเนื้อที่จะพบว่าอลาสก้ากินพื้นที่เยอะที่สุดในอเมริกาแต่กลับเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุด

          ถึงจูโนจะเป็นเมืองหลวง แต่การเข้าถึงเนื้อถึงตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดเป็นยุคนี้ถนนก็ยังเชื่อมไม่ถึง มีอยู่ 2 วิธีที่จะไปหาจูโนได้คือ เหาะเหินเดินอากาศจากมุมใดมุมหนึ่งของอเมริกาหรือแคนาดาแล้วบินเข้ามาตั้งหลักที่จูโน จากนั้นจะไปตรงไหนของอลาสก้า ค่อยซอกแซกไปหา

          ก็ถือว่าไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับใครที่อยากลูบคลำอลาสก้าจากนั้นก็จะมีนักท่องเที่ยวเช่ารถขับเลาะไปตามโค้งเว้าของอลาสก้า ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานพอดู แต่ถ้าอยากเข้าถึงเนื้อถึงตัวของอลาสก้าอย่างแท้จริง ให้เรือสำราญลำโตค่อยๆ พาเลื้อยเลาะเข้าไปให้เทือกเขาสูงและสายน้ำได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างเต็มอิ่มจะดีกว่า

          ถ้าเดินเท้าสำรวจจูโนก็จะพบว่า เป็นเมืองที่มีครบทุกความต้องการ เรื่องกิจกรรมนานาชนิดไปทำกันนอกเมืองแต่ถ้าเป็นในเมืองก็ต้องยกให้เรื่องกินและช้อป

          เรื่องกินนั้น คนมาจูโนไม่อดอยากปากแห้งแน่นอน ถึงไม่มีถนนเชื่อมกับอเมริกา แต่มีอาหารแทบทุกชนิดให้เลือกชิม เรื่องความบันเทิงก็หายห่วงมีผับบาร์ให้เลือกนั่งชนิดลืมเหงา ดูท่าว่าผับบาร์คาเฟ่พวกนี้น่าจะขายดีที่สุด เพราะยิ่งหนาวๆ เหงาๆ สถานที่เหล่านี้น่าจะเป็นยาบรรเทาอาการหนาวและช่วยคลายเหงาได้เยอะ แต่คนมาที่นี่มักจะมองหาร้านเหล้าที่ชื่อ Red Dog Saloon ร้านชื่อดังและเก่าแก่สร้างตั้งแต่ยุคตื่นทองนั่นแหละ ถ้าหาไม่เจอให้เล็งป้ายถนน Franklin Street ที่อยู่กลางเมืองเลยที่นี่เขาพยายามทะนุถนอมบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด ประมาณว่า ผลักประตูเข้าไปแล้วยังเหมือนยุคนักแสวงโชคมานั่งหน้าเคาน์เตอร์ขายเหล้าอารมณ์เหมือนพวกหนังคาวบอย

          บนถนนเดียวกันมีอีกร้านหนึ่งที่นักท่องเที่ยวถามหาที่นั่นคือ Heritage Cafe ร้านที่เปิดตั้งแต่ปี 1974 เรียกว่าถ้าอยากจิบกาแฟรสชาติคลาสสิคต้องมาที่นี่ และบนถนน Franklin Street อีกเช่นกันที่มีร้านช็อกโกแลตชื่อดังอย่าง Alaskan Fudge ไม่ได้ขายช็อกโกแลตอร่อยๆ อย่างเดียว แต่มีทั้งลูกกวาดไปยังแซลมอนรมควันที่แพ็กใส่ซองอย่างดี

          บางคนบอกหนาวเกือบทั้งปีแบบนี้ ต้องมีโรงเบียร์เพราะยาแก้หนาวที่ได้ผลชะงัดที่สุดก็คือเบียร์ คนที่อาศัยอยู่แถวนี้ตั้งแต่ก่อนยุคตื่นทอง จึงผลิตเบียร์แบบโฮมเมดเอาไว้จิบกันเอง พวกคอเบียร์ส่วนใหญ่จะรู้กันดีว่าอลาสก้าก็มีเบียร์ที่เขาผลิตเอง ภายใต้ยี่ห้อ Alaskan Brewing Company

          ทุกวันนี้ทัวร์ชิมเบียร์อลาสก้า เป็นอีกทัวร์หนึ่งที่ขายดี เพราะนอกจากจะมีเบียร์ให้เลือกหลากหลายชนิด ยังมีเบียร์ที่ผลิตแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นด้วย

          ในตัวเมืองยังมีโบสถ์เซนต์ นิโคลัส (Saint Nicholas Russian Orthodox Church) โบสถ์ที่สร้างตั้งแต่ปี 1893 เพราะยุคนั้นมีพวกรัสเซียเข้ามาอาศัยอยู่แถบนี้โดยเฉพาะที่เมืองซิทก้า

          อีกไฮไลท์หนึ่งของจูโนคือธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ (Mendenhall Glacier) ที่อยู่ในเขตอุทยานตองกาส (Tongass National Forest) ที่นี่ไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี
แต่เมื่อไหร่ที่ถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนกันยายนอุทยานแห่งนี้ก็จะเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาทัศนศึกษาประมาณ 4 เดือนเต็มแต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ต้องรับแขกไม่ใช่น้อย ตัวเลขจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแจ้งว่าแต่ละเดือนในช่วงนี้จะมีแขกเหรื่อแวะเวียนมาเยี่ยมธารน้ำแข็งตกเดือนละ 500,000 คน

           เมนเดนฮอลล์จัดว่าเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของอลาสก้าที่ยาวเหยียดประมาณ 12 ไมล์ เดิมทีไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่สมัยชาวเผ่าทลิงกิตเขาเรียกที่นี่ว่าธารน้ำแข็งอุค (Auk) แต่เมื่อปี 1891 มาเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ตามชื่อของโทมัส คอร์วิน เมนเดนฮอลล์ นักฟิสิกส์และอุตุนิยมวิทยาชื่อดังของสหรัฐ

            ทางอุทยานทำเส้นทางเดินเท้าไปสู่เมนเดนฮอลล์เอาไว้อย่างดี นอกจากนี้ยังทำจุดชมธารน้ำแข็งในระยะประชิด ข่าวว่าธารน้ำแข็งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาเหนือแห่งนี้กำลังละลายลงทุกวัน ในสมัยก่อนทุ่งน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ ยาวเหยียดไกลสุดลูกหูลูกตาแต่ปัจจุบันธารน้ำแข็งละลายลงกลายเป็นน้ำ

            ยืนใกล้กับธารน้ำแข็งนานๆ จึงได้ยินเสียงเอี้ยดอ้าดแล้วก็เกิดการแตกและหักของน้ำแข็งอยู่ตลอดกลายเป็นไอซ์เบิร์กที่ลอยละล่องอยู่ในทะเลสาบหากอยากเห็นว่าสมัยก่อนที่เมนเดนฮอลล์ที่เคยสมบูรณ์เป็นยังไง ลองแวะไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาจัดแสดงเหมือนนิทรรศการขนาดย่อมเอาไว้ให้ดูภาพและมุมต่างๆ ของธารน้ำแข็ง

            เมนเดนฮอลล์อาจจะเป็นโปรแกรมบังคับของคนมาเที่ยวจูโน แต่หลังจากชมธารน้ำแข็งกันอิ่มแล้ว ที่นี่ยังมีทัวร์ดูวาฬ ดูหมี ทัวร์นั่งเฮลิคอปเตอร์ไปย่ำบนธารน้ำแข็งบ้าง ทัวร์ฮัสกี้ซาฟารี ทัวร์ตกปลาแซลมอนแล้วมาปิ้งย่างกินกันตรงนั้นเลย ใครสนุกแบบไหนเลือกได้ตามความชอบและตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคนจูโนจึงเป็นเหมือนห้องรับแขกของอลาสก้าที่มีเสน่ห์แพรวพราวน่ารักและน่าทำความรู้จักเหลือเกิน

Story & Photo By กาญจนา หงษ์ทอง

SHARE